Thaiteenline-logo
home about law teens article hotline contact
 
     
 

บทควาท 5 ครูขา...หนูกลัวท้อง!

ครูขา…หนูกลัวท้อง!

 

          เดือนธันวาคมนี้มีอิทธิพลไม่น้อยเลยนะคะ สำหรับคนที่อยู่ในวงการสังคมทุกวงการ ที่จะเตรียมตัวเตรียมใจ เตรียมของขวัญ มอบให้กับบุคคลที่รักและเคารพรอบข้าง เป็นประเพณีดีงามที่ทำกันมาอย่างกว้างขวาง ในด้านจิตใจแล้ว ดิฉันก็คิดว่า ดีเหมือนกันนะ 365 วันที ก็มีช่วงหนึ่งที่จะคิดพิจารณาปรับปรุงตนเองสักครั้งหนึ่งเพื่อทำให้ตนเองสดชื่นและมีความหวังใหม่ ถ้าไม่มีวันใหม่หรือปีใหม่ ชีวิตคงเหนื่อยหน่ายไม่น้อย ถ้าทำงานวันละแปดชั่วโมงโดยไม่มีเวลาพักผ่อน หรือหยุดคิดทบทวนสิ่งที่ตนเองทำมาทั้งวันในเวลากลางคืนแล้ว เราคงไม่มีพลัง ไม่มีความสดชื่นอย่างมีชีวิตชีวาที่จะเริ่มงานในวันใหม่จริงไหมค่ะ ?

 

          ประเพณีการให้ของขวัญ ซึ่งเราถือกันว่าเป็นวัฒนธรรมที่ดีงาม ควรจะได้รับการถ่ายทอดต่อ ๆ ไปนั้น ปัจจุบันนี้ เราสัมผัสกันได้ว่า การให้ของขวัญใคร ๆ นั้นมีวัตถุประสงค์และเจตนารมณ์ที่แตกต่างกันออกไปและแน่นอนมีจุดประสงค์ด้านลบแทรกซ้อนปะปนอยู่ด้วย เช่น การให้ของขวัญเพราะต้องการตำแหน่งหน้าที่ ต้องการความสะดวกสบาย หรือต้องการความรักความเอาใจใส่ที่เกินจำเป็น ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่าเป็นการ “ซื้อ” ทำให้ความงดงามของประเพณีด่างพร้อยไปได้เหมือนกัน

          ดิฉันคิดว่าสาเหตุที่ทำให้สังคมของเรามีความคิดกันเช่นนี้ ส่วนหนึ่งเกิดมาจากการให้การศึกษาในโรงเรียน เริ่มมาจากเด็กเล็กเลยทีเดียวแหละค่ะ ในโรงเรียนของดิฉัน ครูที่สอนเด็ก ๆ ระยะปีใหม่นี้ แทบจะต้องมีรถบรรทุกของขวัญกลับบ้านกันเลยทีเดียว

จากการพูดคุยกับผู้ปกครองส่วนมากจำเป็นจะต้องให้ลูกเอาของขวัญมาให้ครูเพราะลูกมารบเร้า เพราะทำตามอย่างเพื่อน เพราะพ่อแม่คิดว่าถ้าหากให้อะไรครูบ้าง ครูจะเอาใจใส่ลูกของตนเป็นพิเศษ หรือเพราะอยากแสดงความมีฐานะของตนเองให้เป็นที่ประจักษ์ตัวเด็กเองก็อยากให้ครูรัก เมื่อเอาของไปให้ครูแล้ว เด็กรู้สึกว่าครูได้ตอบสนองความต้องการของตนเอง จึงมีพฤติกรรมเช่นนี้ซ้ำอีกเด็กเกิดการเรียนรู้ว่า ถ้าจะต้องการอะไรจากใครแล้ว จะต้อง “ให้ของ” จนติดเป็นผู้ใหญ่ในสังคม !

          เรื่องนี้ ดิฉันคิดว่าครูจะต้องมีความแหลมคมที่จะวิเคราะห์แรงจูงใจของเด็กหรือผู้ปกครองออกมาให้ได้ว่า สาเหตุของความพิศวาสครูโดยการ “ให้ของขวัญ” นี้เกิดจากอะไร และพร้อมที่จะช่วยเปลี่ยนค่านิยมของเด็กและผู้ปกครองให้ถูกต้องโดยที่ไม่อ่อนไหวไปกับราคาและค่าของวัตถุที่ตนเองได้รับ ครูควรมีความเป็นผู้ใหญ่พอที่จะแยกแยะว่าอะไรเป็นอะไรนอกเหนือกว่าที่จะชื่นชมกับการกระทำของเด็กว่า “เด็กคนนี้น่ารักมาก เราโชคดีและภูมิใจที่เป็นที่รักของเด็ก

          เดือนนี้ ฝ่ายแนะแนวก็มีเรื่องที่ต้องจัดต้องทำเกี่ยวกับปีใหม่นี้เหมือนกัน คือ จัดบอร์ดปีใหม่แต่ละห้องจะตกแต่งบอร์ดหลังห้องตนเอง และมีการประกวด โดยพิจารณาจากแง่คิด และมีการประกวด โดยพิจารณาจากแง่คิด ความสวยงาม และการทำงานกลุ่มอีกอย่างหนึ่ง ดิฉันได้ขอความร่วมมือจากอาจารย์ที่ปรึกษาทุกชั้นเป็นกรณีพิเศษ ที่จะช่วยสอดส่อง ระแวดระวังเด็กที่เห็นว่าต้องการความช่วยเหลือทางด้านจิตใจเป็นพิเศษส่งมาให้ครูแนะแนว และยัง “ทำกลุ่ม” (Group Counseling) ให้กับเด็กที่ต้องการพัฒนาตนเองอีกด้วย ดิฉันคิดว่าเป็นการช่วยเด็กเตรียมจิตใจต้องรับปีใหม่แบบหนึ่ง

          เช้าวันจันทร์ วันแรกของการทำงานในสัปดาห์ หลังจากที่ได้พักผ่อนมาสองวันดิฉันพบอาจารย์วัลดา อาจารย์ที่ปรึกษาชั้น ม.5 ที่หน้าห้องธุรการ อาจารย์เดินรี่เข้ามากระซิบดิฉันว่า

          “พี่อยากให้น้องคุยกับสุนีย์รัตน์ เด็กห้องพี่ เพราะอาทิตย์ที่ผ่านมานี้ พี่สังเกตเห็นว่าแกแย่มากเลยนั่งเหม่อ พี่ให้เด็กทั้งห้องเขียนเรียงความ 'ความฝันวันใหม่สุนีย์รัตน์เขียนมาประโยคหนึ่ง พี่สะดุดใจมาก แกเขียนว่า 'ฉันได้ทำอะไรผิดพลาดไป แต่ไม่ใช่ผิดกฎหมายนะ!' ตอนบ่าย คาบกิจกรรม เด็กจะทำบอร์ดกัน พี่จะส่งมาให้คุยกับน้องนะ

อาจารย์วัลดาพูดด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้นและใส่ใจเต็มที่ด้วยหัวใจที่เป็นครูจริง ๆ อาจารย์เป็นท่านหนึ่งที่เข้าใจ เห็นคุณค่า และให้ความร่วมมือกับงานแนะแนวมาก อาจารย์พูดเสมอว่า "เราเป็นที่ปรึกษาเด็ก เราก็ทำได้เพียงพร่ำสอนเขาอย่างลูกอย่างหลาน ครูแนะแนวเขาเรียนเทคนิคการให้คำปรึกษามาโดยตรง มองเห็นปัญหา และสามารถช่วยเด็กให้เผชิญกับสภาพปัญหาได้ดีกว่าเรา ดิฉันไม่ลืมที่จะขอบคุณในความร่วมมืออย่างจริงใจของอาจารย์ จริง แล้ว พวกเราครูทั้งหลายก็ทำงานเพื่อผลดีของเด็กกันทั้งนั้น"

 

          เมื่อถึงห้องแนะแนว ดิฉันรีบเอาระเบียนสะสมของสุนีย์รัตน์ ห้อง ม.5/1 มาดูก่อนที่จะทำอย่างอื่น เพราะเป็นวิธีทำการแก้การลืมอย่างหนึ่งของดิฉันคือ "ทำทันที" ไม่งั้นโอกาสที่จะย้อนมาทำยากมากกว่า       

          "สุนีย์รัตน์" อายุ 16 ปี พ่อแม่มาจากครอบครัวจีนอายุ 50 กว่าปีทั้งคู่ สุนีย์รัตน์มีพี่น้องเจ็ดคน พี่น้องสี่คนแรกแต่งงาน แยกครอบครัวไป พี่ชายคนที่ห้า อายุ 20 ปีจบ ปวช. ช่วยพ่อแม่ค้าขายร้ายของชำ น้องสาวคนสุดท้อง อายุ 14 ปี เรียนอยู่ .3 ฐานะทางบ้านดี

 

          บ่ายวันนั้น สุนีย์รัตน์เข้ามาหาดิฉันด้วยท่าทางและสีหน้าที่สงบเรียบ คงจะเป็นฝีมือของอาจารย์วัลดาอีกนั่นเองที่ชี้แจงเหตุผลการเข้ามาพบครูแนะแนวให้เด็กฟังอย่างชัดเจนเธอเป็นเด็กผิวขาวตามแบบผิวคนจีนทั่วไปรูปร่างเล็กกระทัดรัด แต่สิ่งที่สะดุดตาคงที่พบเห็นคงจะเป็นดวงตาที่มีแววขี้เล่นนั่นเอง

                “หนูทราบไหมคะว่า อาจารย์วัลดา อยากให้หนูมาพบครูทำไม”

          “ค่ะ อาจารย์บอกว่า หนูใจลอย ไม่ตั้งใจเรียน เรียนหนังสือไม่รู้เรื่อง” เธอพูดอย่างระมัดระวัง แต่คำหลังนี้คงจะเป็นความรู้สึกของเธอที่สอดแทรกเข้ามาเอง

          “หนูมีอะไรที่จะเล่าให้ครูฟังหรือเปล่าค่ะ เพราะปรกติครูเห็นหนูเป็นคนร่าเริงแจ่มใส ?

          “หนูไม่มีอะไร” เสียงพูดลอย ๆ ขาดความหนักแน่น

          ระยะนี้ใกล้ปีใหม่แล้ว ทางบ้านยุ่งไหมคะ…ของคงขายดี” ดิฉันชวยคุยเรื่อย ๆในขณะเดียวกันก็สังเกตอากัปกิริยาทุกขั้นตอน

          “ค่ะ ทุกคนต้องช่วยกันขายหมด หนูเลิกจากเรียนพิเศษแล้ว ยังต้องไปช่วยขายเลยค่ะ ดิฉันสังเกตว่าน้ำเสียงขณะที่พูดว่า “เรียนพิเศษ” แปลกไป

          “ที่เรียนพิเศษนั้น เรียนกันเยอะไหมคะ ? ห้องหนูเรียนกันกี่คน ? ดิฉันรุกทันที

          “สี่ห้าคนค่ะ มีโรงเรียนอื่นด้วย ทั้งหมดประมาณเกือบยี่สิบคน

                “มาจากโรงเรียนไหนกันบ้างค่ะ ?” เมื่อสุนีย์รัตน์บอกชื่อโรงเรียน ดิฉันก็ทราบว่าเป็นนักเรียนชาย

          “พอเลิกเรียนหนูก็รีบกลับบ้านเลยหรือ แหม เป็นเด็กดีจัง ไม่ไปเที่ยวกันต่อ หรือว่าไม่มีใครชวนไป ดิฉันเย้าเล่น เพื่อจะดูปฏิกิริยาที่เกิดขึ้น เด็กสาวขมวดคิ้วนิ่วหน้าอย่างครุ่นคิด

          “คุณครูขา คุณครูว่าอยู่ .5 นี่มีแฟนได้หรือยังคะ ? ดิฉันเริ่มรู้ว่ามาถูกทาง

          “ถ้าแฟนของหนูหมายความว่า มีเพื่อนเพศตรงข้ามที่เข้าใจกัน ช่วยเหลือแบ่งปันประสบการณ์กันแบบเพื่อน ครูก็คิดว่ามีได้นะ หนูกำลังจะบอกครูว่า หนูมีแฟนแล้วใช่ไหม ?

          “ค่ะ…หนูรู้จักเขาที่เรียนพิเศษ เขาเป็นคนหน้าตาดีมาก เขาเป็นเพื่อนกับชิดชนกและฝากจดหมายมาให้หนู หนูก็ตอบเขาไปแลเราก็ได้คุยกัน  แววตานั้นดูหวานซึ้งแม้จะมีรอยเศร้าอยู่

          “หนูรู้จักเขานานแค่ไหนแล้วคะ? เขามีอะไรที่หนูประทับใจ ?

          “รู้จักกันได้ 2 เดือนค่ะ หนูคิดว่าเขามีเสน่ห์ คุยเก่ง เพื่อน บอกว่า เขาเป็นเสือผู้หญิง มีแฟนเยอะ เขาคงไม่ชอบหนูจริงหรอก

          “อะไรที่ทำให้หนูคิดอย่างนั้น เขาเคยบอกรักหนูไหมล่ะคะ ? น้ำตาสุนีย์รัตน์ร่วงพรู สะอื้นเสียงดัง ดิฉันตระหนักถึงคำพูดของอาจารย์วัลดา “ฉันได้ทำอะไรผิดพลาดไม่ถูกต้อง แต่ไม่ผิดกฎหมาย ดิฉันลุกขึ้นไปโอบเธอไว้ สะอึกสะอื้นอยู่กับดิฉันเกินกว่า 5 นาที

          “ถ้าหนูรู้สึกเสียใจ หนูอยากร้องไห้ ก็ร้องออกมาเลยครูจะคอย หนูสบายใจได้ว่ามีครูที่เข้าใจความรู้สึกของหนู และพร้อมที่จะช่วยหนูเสมอ

          เมื่อปล่อยให้เธอระบายความรู้สึกที่กดดันออกมาพอสมควรแล้ว ดิฉันก็เริ่มซักเอาความจริง

          “เล่าให้ครูฟังซิว่า เกิดอะไรขึ้นกับหนู…หนูมีความสัมพันธ์ทางเพศกับเขาแล้วใช่ไหม? เธอพยักหน้าอย่างช้า ๆ พร้อมกับพูดว่า

          “หนูไม่ได้เจตนาให้มันเกิดขึ้นนะคะ…เราไปงานวันเกิดวิศนีกันที่บ้านของวิศนี เราดื่มเหล้ากันด้วย ขากลับ เขาอาสาพาหนูกลับบ้าน แล้วเขาก็พาหนูเข้าโรงแรมม่านรูด…หนูไม่มีขัดขืนเลย หนูไม่รู้ตัว…”

          “เขาพูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ยังไงคะ ?

          “เขาไม่พูด และหนูก็ไม่พูด

          “หลังจากครั้งแรกแล้ว มีครั้งต่อไปอีกหรือเปล่า ?

          “ค่ะ วันเสาร์ที่ผ่านมานี้เอง ครั้งนี้หนูรู้ตัว

          “แสดงว่าหนูรักเขาซิคะ?

          “หนูไม่ทราบว่ารักหรือเปล่า แต่หนูไม่สามารถที่จะปฏิเสธและขัดขืนเขาได้เมื่อเขาแสดงความต้องการ ตอนนั้น หนูคิดอะไรไม่ออก

          “แสดงว่า สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดก็เป็นเพียงอุบัติเหตุ เท่านั้นเอง เธอก้มหน้า นี่คืออารมณ์วัยรุ่นอย่างแท้จริง ที่ไม่ได้มีการขัดเกลาหรืออบรมเลย วัยรุ่นคิดแค่ความต้องการเฉพาะหน้า ไม่สามารถเผชิญกับปัญหาและความรับผิดชอบที่ตามมาได้ และเอาตัวไม่รอด

 

          “คุณครูขา…หนูจะท้องไหมคะ? แต่เขาป้องกันนะคะ อีอย่างหนึ่งหนูกลัวว่าเขาจะเอาหนูไปประจานกับเพื่อน หนูจะเลิกกับเขาหนูก็กลัวอันนี้แหละค่ะ  ดิฉันจึงอบรมศักดิ์ศรีของความเป็นผู้หญิง เพราะเป็นสิ่งที่เธอขาดมาจากสิ่งแวดล้อมและจากครอบครัว…ในที่สุด

          “หนูยอมรับค่ะ ว่าหนูทำผิด มันเป็นความอยากลอง อยากเป็นแฟนของคนดัง…ตอนนี้หนูจะเลิกกับเขาจริงๆค่ะ หนูอยากจะเรียนหนังสือ หนูจะไม่ยุ่งเรื่องนี้อีกแล้ว

          “หนูจะทำยังไงคะ ?

          “หนูจะไม่พบเขา หนูจะตัดเขาอย่างเด็ดขาด ถ้าเขามาง้อหนู หนูก็ไม่สนใจ

          “หากเขาเอาเรื่องไปเปิดเผย เพราะความไม่เป็นลูกผู้ชายของเขาล่ะค่ะ?

          “ช่วยไม่ได้นี่ค่ะ หนูไม่ยอมรับเสียอย่าง พูดก็พูดไป…หนูไม่แคร์”

          “ครูดีใจที่หนูยอมรับว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความผิดพลาดของหนุที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์และดีใจมากขึ้นที่หนูตั้งใจว่าจะไม่ให้มันเกิดขึ้นอีก มันเป็นบทเรียนที่หนูได้มาด้วยราคาแพงจริง แต่หนูต้องมีพลังที่เข้มแข็งมีความอดทน ที่จะเผชิญกับเหตุการณ์อย่างกล้าหาญ อย่าเปิดโอกาสให้กับเพศตรงข้ามง่าย หมายความว่า ไม่ให้โอกาสที่จะเผลใจด้วย เพราะเป็นเรื่องไม่ง่ายเลยที่วัยรุ่นจะรักษาตัวเองไว้ได้ในสถานการณ์ที่เสี่ยงอันตรายเช่นนี้ ครูเข้าใจหนูว่า หนูไม่มีโอกาสได้รับการอบรมพร่ำสอนจากคุณแม่ถึงชีวิตการเป็นผู้หญิง ต่อไปนี้…หนูต้องเรียนรู้วิธีการดำรงชีวิตอย่างฉลาดเอง มีความคิดอย่างรอบคอบก่อนที่จะทำอะไรเสมอ

          “หนูกราบขอบพระคุณคุณครูมากค่ะ ที่ให้ความสว่างและกำลังใจหนู หนูจะตั้งต้นชีวิตใหม่ให้ได้ในปีใหม่ที่จะถึงนี้ หนูถือเป็นของขวัญอันล้ำค่าจากครูค่ะ

ดิฉันยิ้มรับพร้อมกับตบบ่าเธอเบา ๆ เป็นการให้กำลังใจแต่ในใจนึกว่า “เด็กหนอเด็ก…จะให้ครูล่วงรู้ไปเสียทุกอย่าง หากครูไม่ระแวดระวังพอล่ะ…อะไรจะเกิดขึ้นกับเธอ” พร้อมกับคิดต่อไปว่า…ปีใหม่ที่จะถึงนี้ หากดิฉันสามารถให้พรพิเศษใครได้ ก็อยากจะขอให้หัวใจบรรดาครูอาจารย์ทั้งหลายเปี่ยมพร้อมไปด้วยคุณธรรมความดีที่จะสามารถแบ่งปันชีวิตให้กับลูกศิษย์ของตนเองได้ มีความไวที่จะสังเกต “สัญญาณการขอความช่วยเหลือ” ของเด็ก เพราะเราปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการศึกษาในโรงเรียนนั้นมีอิทธิพลมากในการที่จะสร้างบุคลากรให้กับสังคม

 

 
 
  Counter 147,594
 
 
© 2012 Thaiteenline. All Rights Reserved. หน้าหลัก | ความเป็นมา | กฎหมายเด็กและครอบครัว | วัยรุ่นอยากรู้ | บทความวัยรุ่น | ฮอทไลน์เคลื่อนที่ | ติดต่อเรา