Thaiteenline-logo
home about law teens article hotline contact
 
     
 

การดำเนินชีวิตของนักศึกษา(ใหม่) ในมหาวิทยาลัย (ต่อ 1)

           ความรัก  อาจส่งผลกระทบถึงค่าใช้จ่ายที่พ่อแม่ให้มา  อาจนำไปสู่ปัญหาทาง การเงิน  เพราะฉะนั้นพิจารณาไตร่ตรองให้รอบคอบ  พยายามมองให้เห็นอย่างที่ เขาหรือเธอเป็น  โดยเฉพาะตระหนักในสถานภาพของตนเอง!

 1.  สำหรับคนที่อ่อนไหว ชอบให้ หรือมีน้ำใจ   เมื่อมีคนรัก  ถูกใจหรืออยากสมัครรักใคร่  ทำให้อยาก “ให้” หรือ  “ซื้อให้”  กับคนที่ตนพอใจ  จะเรียกว่าเป็นการ  “สร้างแรงจูงใจ”  ให้อีกฝ่ายหนึ่งได้ตระหนักว่า  เรามีฐานะที่จะให้ความสะดวกสบายกับเขา/เธอได้  หรือเพื่อแสดงว่าเรารักชอบพอใจมากเพียงพอจะทุ่มได้ทุกอย่าง   ซึ่งความจริงที่ต้องจดจำไว้ก็คือ  หากยังเป็นนักศึกษาทั้งสองคน  “เงิน”  ที่ใช้อยู่ไม่ใช่ของเรา  แต่เป็นหยาดเหงื่อแรงงานของพ่อแม่ของเรา  อย่าเอาเปรียบทำร้ายเหยียดหยามแรงงานและหัวใจพ่อแม่  ด้วยการนำเงินของท่านมาซื้อความสุขให้”คนอื่น”   และ

2. คนที่อยากได้หรือ  “ได้รับ”  หรือ “ยอมรับ”  ของขวัญจากคนที่มาชอบ  โดยไม่คำนึงถึงหัวอกพ่อแม่ของเขา  คิดอยากได้อยากขออยากรับ  ปฏิเสธไม่เป็น  เท่ากับเบียดเบียนพ่อแม่ของเขา  และตัวเราสร้างความอับอายให้พ่อแม่ครอบครัวของเรา  เพราะฉะนั้น  อย่าอยากได้ของของใคร   ให้เกียรติตัวเองไว้เสมอ!

3.  ระหว่างที่ยังเป็นนักศึกษา  ก็ต้องศึกษากันและกันให้ได้รู้จักกันจริง  ๆ  เพราะสุภาษิตไทยกล่าวว่า  “ความรัก ทำให้ตาบอด!”  นั้นเป็นเรื่องจริง  เพราะเรารักใครชอบใครก็อยากจะเห็นเขา/เธอ  เป็นคนดีอย่างที่เราอยากให้เป็น  เราจึงเห็นเฉพาะสิ่งที่เราอยากเห็น  เช่น  เห็นเธออยากได้โน่น  ซื้อนี่  ก็อยากจะซื้อให้เพื่อเอาใจ  ให้เธอมีความสุข  โดยไม่ได้มองว่า  มันเป็นความขาดแคลน  ยากไร้หรือเป็นเพียงความอยากของเด็ก  ๆ  ที่ไม่รู้จักประมาณตนเอง  สมควรที่จะต้องได้รับการชี้แนะเพื่อพัฒนา!

4.  การเอาเปรียบเบียดเบียน  เพื่อนหรือเพศตรงข้ามหากเราปล่อยให้เป็นไปยอมรับได้  ตั้งแต่ต้นก็อาจจะกลายเป็นการฝึกนิสัยเอาเปรียบให้ติดตัวเรื่อยไป  เช่นการที่หญิงชายมาอยู่หอหรือเช่าห้องพักอยู่ด้วยกัน  จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม  ควรจะมีการพูดคุยกันอย่างเปิดเผย  ตรงไปตรงมา  เช่นตกลงแบ่งครึ่งค่าใช้จ่าย  หรือหารสองกันให้ชัดเจน  ดีกว่ามาพบทีหลังว่า  คนหนึ่งคนใดรับผิดชอบอยู่ตามลำพัง  เพราะการมาอยู่ด้วยกันก่อนแต่งงาน  ก็เพื่อเรียนรู้จักกันให้แน่ใจก่อนแต่งงานในอนาคต  เพราะฉะนั้นหากยังพูดกันตรง  ๆ  ไม่ได้  ก็ไม่มีเหตุผลเพียงพอจะอยู่ด้วยกันก่อนแต่งงาน  ฯลฯ

5.  การเข้าไปอยู่ในบ้านของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด  เพียงเพราะเราเป็น “คู่รักหรือคนรักชอบกัน”  ไม่ใช่ธรรมเนียมของคนไทย  โดยเฉพาะสำหรับนักศึกษาที่พ่อแม่ส่งมาเรียนระดับสูง  ก็ด้วยหวังว่าการศึกษาจะช่วยทำให้สามารถหางานพึ่งพิงตนเองต่อไปในอนาคตได้  การมายึดติด  เกาะเกี่ยวฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด  เป็นการละโอกาสและไม่ให้โอกาสอีกฝ่ายหนึ่งได้เจริญเติบโต  และคบหาหรือได้พบคนที่ดีกว่าในอนาคต   

            นอกจากนั้นยังเป็นการเบียดเบียน   ละเมิดความเป็นส่วนตัวของครอบครัวที่เราเข้าไปยุ่งเกี่ยว  เพราะการเลี้ยงดูลูกของตนเองก็เป็นภาระมากอยู่แล้ว  จึงไม่ควรเข้าไปเป็นภาระเพิ่มเติม

6.  เคยมีพ่อแม่ของครอบครัววัยรุ่น  ได้อนุญาตหรือขอให้ฝ่ายชายที่มารักชอบลูกสาวเข้ามาอยู่ด้วยกันที่บ้าน  ทั้งที่ทั้งสองคนเพิ่งเรียนอยู่ระดับอาชีวะปีหนึ่ง  เหตุผลคือ “เกรงว่าลูกสาวจะเปลี่ยนผู้ชายบ่อย  เพราะที่ผ่านมามีพฤติกรรมเช่นนั้น  แม่จึงต้องการจะตัดไฟแต่ต้นลม  ด้วยการให้อยู่กับคนนี้ไปเลยจนกว่าจะเรียนจบ แต่ก็ห้ามปรามลูกสาวไม่ได้  และฝ่ายชายก็ทนไม่ได้ต้องเลิกรากันไป”  การให้วัยรุ่นมาอยู่ด้วยกัน  เพื่อป้องกันพฤติกรรมสำส่อน  จึงไม่ใช่ทางออกของวัยรุ่นเสมอไป

 

        พฤติกรรมสูบบุหรี่  ดื่มสุราและเล่นการพนัน

         

ในช่วงการดำเนินชีวิตในโรงเรียนมัธยมปลาย  วัยรุ่นมากมายมีการทดลองสูบบุหรี่  เพราะความอยากรู้อยากลองตามวัย  และตามด้วยการริเริ่มดื่มสุราเพื่อแสดงความ “แข็งแกร่ง”  ความเป็น “ชาย”  หรือเป็นความ “เข้มแข็ง มั่นใจตนเอง” ในกลุ่มนักเรียนหญิงจำนวนหนึ่ง

            ที่สำคัญ การที่นักศึกษาต้องจากบ้านจากครอบครัวมาอยู่หอพัก  ไกลพ่อแม่คนใกล้ชิด  ทำให้เกิดความเงียบเหงาเดียวดาย การคบหาเพื่อนก็เพื่อหาพวกพ้อง  หากลุ่มเพื่อคลายเหงา  โดยเฉพาะหลังเลิกเรียน  ไม่มีอะไรทำและหอพักอาจไม่ทำให้อยากอยู่  จึงพบว่า  นักศึกษาจำนวนมากทั้งหญิงชายต้องจับกลุ่มกับเพื่อน   เป็นสังคมเฉพาะและใช้การสูบบุหรี่  ดื่มสุรา  เป็นวิธีย้อมใจให้กล้าหาญ  หรือแข่งขันแสดงความ “เก่ง” เป็นคนคอแข็งดื่มสุราแรง  ๆ  ได้โดยไม่เมา

            เช่นเดียวกับกรณีนักศึกษาชายจำนวนมาก   เมื่อจากบ้านมาอยู่หอพัก  หากไม่มีกิจกรรมหลังเลิกเรียน  หลายคนนอกจากออกไปพบปะรับประทานอาหาร  สูบบุหรี่ ดื่มสุรากันในกลุ่มเพื่อน  ๆ  แล้ว  การเล่นพนันที่หอพักเป็นกิจกรรมที่นำไปสู่การเป็นหนี้สินของนักศึกษาส่วนหนึ่งเช่นกัน

            พฤติกรรมสูบบุหรี่ ดื่มสุรา  และเล่นพนันที่กล่าวมาจึงเป็นกิจกรรม  ที่นักศึกษาจะต้องได้รับการตักเตือน ตรวจสอบ  และห้ามปรามอย่างเข้มงวด  เพื่อสุขภาพกายและสุขภาพใจของนักศึกษาตลอดระยะเวลาของการศึกษาในมหาวิทยาลัย

 

                          **************ผศ.(พิเศษ) อรอนงค์  อินทรจิตร


           ตัวอย่างกรณีที่นักศึกษา/วัยรุ่น ปรึกษาปัญหาผ่านทาง  www.hotline.or.th

  เครียดเรื่องเรียนครับ

ตอน นี้ใกล้จะจบแล้วเหลืออีก 5 วิชา วันนี้เกรดวิชาแรกออกมาไม่ค่อยดีครับ ทำให้เกรดน้อยลงมาก ซึ่งกำลังจะพลาดเกียรตินิยมอันดับ 1 รู้สึกเป็นกังวลจังเลยครับ ไม่ค่อยอยากทำอะไร วันๆรอแต่เกรด จะออกมาหัวหรือก้อย ยังกับคนวิกลจริต ผมควรจะทำยังไงดีครับ ในใจ มีความหวังอยากได้เกียรตินิยมอันดับ 1 มากครับ  (หนูเอ็ม)

ตอบ 

หนู เอ็ม หมายความว่าสอบทั้งห้าวิชาไปแล้ว รอแต่ผลใช่ไหม? หมายความว่าการสอบเป็นอดีตไปแล้วแก้ไขไม่ได้นอกจากรอผลจากการสอบที่เราทำไป แล้ว ใช่ไหม ? และผลการสอบวิชาแรกออกมาแล้วไม่ค่อยดีนัก กังวลว่าจะไม่ได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง แล้วถ้าได้ จะทำอะไรหรือเป็นอย่างไรต่อไป แล้วถ้าไม่ได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง แต่ก็จะได้อันดับสองหรือสามใช่ไหม? มันแตกต่างกันตรงไหนหรือระหว่างเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง สอง และสาม ตอนนี้การจะแก้ไขสอบใหม่คงไม่ได้แล้วใช่ไหม เพราะฉะนั้น แทนการนั่งลุ้น นั่งภาวนา ก็มาตั้งสติ เตรียมใจว่า การไม่ได้ดังหวังส่งผลอะไรบ้างกับตัวเรา คนในครอบครัว เพื่อน ๆ หรืองานที่เราจะหาจะทำ? การได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง อาจช่วยให้ได้งานดี เพราะเป็นที่ยอมรับ แต่สำคัญยิ่งกว่าคือ เราทำงานให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม ต่อสังคม ต่อประเทศชาติของเราหรือไม่ เกรด เป็นเพียงใบผ่าน แต่งานขั้นต่อไปคือการพิสูจน์ตัวเอง ว่าเราได้ทำงานคุ้มค่าของค่าจ้าง ของเวลาที่เราได้ทุ่มเทไปหรือไม่ เพราะฉะนั้นหากไม่ได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ก็ต้องพิสูจน์ว่า ไม่ว่าจะได้เกียรตินิยมอันดับไหน เราก็ทำงานให้บริษัทได้ ดี จริง ๆ คิดอย่างไร? การได้เกียรตินิยมขณะนี้ อาจดีเพราะเป็นเครื่องยืนยันว่าเราเรียนเก่ง เรียนได้ดีกว่าเพื่อนคนอื่น ๆ แต่ไม่ได้หมายความว่า เราจะทำงานได้เก่งหรือประสบความสำเร็จในการทำงานต่อไป เพราะอนาคตเป็นเรื่องที่ยังมาไม่ถึงต้องพิสูจน์กันต่อไป คนเรียนเก่งไม่ได้หมายความว่าจะต้องทำงานได้เก่งด้วย และคนเรียนไม่เก่ง ก็อาจจะทำงานได้เก่งด้วย แต่ถ้าเรียนเก่งด้วยและทำงานได้ดีด้วย นั่นยิ่งดีมากขึ้น แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ อะไรที่ผ่านไปแล้วแก้ไขไม่ได้ แต่สิ่งที่ยังมาไม่ถึงเป็นเรื่องท้าทายที่เราสามารถ ยังมีโอกาสในการทำให้ดีที่สุดเพื่อพิสูจน์ตัวเอง ค่อย ๆ ไตร่ตรอง คิดพิจารณา ฝึกตัวเองให้ใจเย็น หาวิธีควบคุมตัวเองให้อยู่ได้อย่างสงบ ขณะนี้เรากำลังรอผล ทำได้แค่ไหนผลก็ออกมาแค่นั้น แต่งานข้างหน้า สิ่งที่จะทำข้างหน้ามีเรื่องน่าตื่นเต้นรออยู่อีกมากมาย ก้าวต่อไปอย่างกล้าหาญ และจำไว้ว่า ชีวิตของคนเรานั้น ไม่มีอะไรแน่นอนจริง ๆ หรอก คนเก่ง ๆ กว่าหนูเอ็มก็พลาดกันมาแล้ว เป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต บางทีชีวิตอาจต้องการสอนอะไรบางอย่างให้กับเราก็ได้ เช่น หากไม่เคยผิดหวัง แล้วมาพลาดเสียใจ อย่างน้อยเราก็ได้รู้จัดและได้สัมผัสความรู้สึกที่แท้จริงของตนเองว่าเป็น อย่างไร และเราต้องเรียนรู้ทีจะเผชิญ หรืออยู่กับมันให้ได้ โดยไม่ปล่อยให้ความพลั้งพลาดมาเป็นอุปสรรคในการดำเนินชีวิตของตัวเราต่อไป ขอให้คิดดี พูดดี และทำดี เพื่อความมีโชคของหนูเอ็มเองนะ! ---อรอนงค์  อินทรจิตร

 

1. รักต่างวัย

ผม เพิ่งจบการศึกษา ป.ตรี แต่ผมรักกับน้อง ม.4 มา 1ปีแล้ว แล้วไปมีอะไรกับน้องเค้า แล้วพ่อแม่เค้าจับได้ ผมพร้อมจะรับผิดชอบการกระทำของผมเสมอ แต่ผมกลัวว่ามันจะดูไม่ดีทั้ง 2 ฝ่าย ผมควรจะทำอย่างไร ผมนอนตาหลับแต่สมองผมมันไม่เคยหลับเลย ผมควรจะทำอย่างไร ช่วยหาทางให้ผมหน่อย  (อาร์ม)

ตอบ

คุณ อาร์ม ดีใจด้วยที่เรียนจบแล้ว ก็ถึงเวลาตั้งหลัก หางานทำ หากมีพ่อแม่พี่น้องที่เราต้องช่วยดูแลก็ทำเสีย ส่วนการคบหาคนรักนั้น แม้เธอจะอายุน้อยกว่ามาก ก็ไม่เสียหาย แต่ที่ต้องระวังคืออย่ามีเพศสัมพันธ์ก่อนถึงเวลา โดยเฉพาะหากฝ่ายหญิงอายุต่ำกว่า 18 ปี ฝ่ายชายผิดกฎหมาย ต้องขอโทษที่ต้องเตือนทั้งที่เชื่อว่าคุณอาร์มเป็นสุภาพบุรุษเป็นคนดีคงไม่ คิดเอาเปรียบน้องผู้หญิง แต่ก็ต้องระวัง เพราะขึ้นชื่อว่าชายหนุ่มกับเด็กสาวใกล้ชิดกันอะไร ๆ ก้็อาจเกิดขึ้นได้ต้องระวัง ที่สำคัญต้องเข้าใจด้วยว่า ในช่วงวัยรุ่นนั้น อารมณ์อ่อนไหวสับสน สิ่งที่คิดว่าเป็นความรัก อาจเป็นเพียงอารมณ์ที่เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปได้ตลอดเวลา อาร์มเป็นผู้ใหญ่กว่าหลายปี ต้องเตรียมใจไว้รับความเปลี่ยนแปลง หากเธอไม่เปลี่ยนแปลงก็ดี แต่เพราะเธอยังเด็ก ต้องให้โอกาสเธอคบหาหรือให้เวลาเธอเติบโต วันหนึ่งข้างหน้าเธออาจพบคนที่พูกใจที่ไม่ใช่คุณก็เป็นได้ เพราะตอนนี้เธอยังไม่รู้ใจตนเอง เราจึงต้องเตรียมตัวเตรียมใจ เข้าใจวัยรุ่น เข้าใจว่าเธออาจเปลี่ยนไปได้ ตอนนี้คบหาถึงจะคิดว่าเป็นแฟนเป็นคู่รัก แต่ทำตัวเป็นเพื่อน เป็นพี่ที่หวังดีและให้โอกาสเธอจะดีที่สุด ให้โอกาสเธอคิดพิจารณาและตัดสินใจเมื่อเธอพร้อม นั่นคือเมื่อเธอเรียนมหาวิทยาลัยหรือเรียนจบแล้ว ช่วงนั้นเธอก็จะมีโอกาสพบคนมากมายขึ้น สามาถรแยกแยะถูกผิด ดีชั่วได้ด้วยตนเอง การตัดสินใจจึงเป็นเรื่องชัดเจนกว่าขณะนี้ คนสมัยก่อน รักต่างวัยเป็นเรื่องปกติ แต่คนรุ่นใหม่จะชอบคนวัยใกล้เคียงกันเพราะเชื่อว่าพูดกันเข้าใจกว่าหรือ รู้จักกันดีกว่าคนต่างวัย แต่ก็แล้วแต่รสนิยมและจิตใจของแต่ละคนนะ และไม่ว่าจะเป็นรักต่างวัยหรือวัยเดียวกัน ก็ต้องเผื่อใจไว้สำหรับความผิดหวังด้วย ดีต่อกันเมตตาต่อกันเคารพในศักดิ์ศรีของกันและกัน ให้เกียรติกัน ช่วยเหลือดูแลกันและกันในขอบข่ายที่เหมาะสม แล้ววันเวลาจะเป็นเครื่องตัดสินเองว่า คนนี้ใช่หรือไม่ใช่ สำหรับคุณ การไม่ก้ำเกินกัน จะได้ไม่มีปัญหาเมื่อถึงเวลาที่เราต้องเลือกนะ ขอให้โชคดี รักแล้วรอหน่อย!  ---อรอนงค์  อินทรจิตร

 2. โดนรังเกียจ

เรื่อง มันเริ่มตั้งแต่ตอนนั้นอยู่ม4 สาเหตุมาจากหน้าตาเหมือนดาราเอวีซึ่งทำให้คนที่พบเห็นเข้าใจผิดนึกว่าเรา เป็นแบบนั้น ทำให้โดนมองด้วยสายตาที่ไม่ดี ไม่ค่อยเป็นที่ยอมรับในสังคมเท่าไหร่ทั้งๆที่จริงเราไม่ได้เป็นแบบนั้นมัน ไม่ใช่เรา พอวันเวลาผ่านไปนานๆเข้าก็เริ่มไม่แน่ใจในตัวเองแล้วว่าสรุปว่าเราเป็นคนๆ นั้นจริงๆหรือเปล่า หรือเราจะโดนแอบถ่ายหรืออะไรทุกวันนี้ก็ยังหาความจริงไม่ได้ ผู้ชายบางคนก็นินทาชี้มาที่เราว่าขายตัวบ้างอะไรบ้างทั้งๆที่เราไม่รู้ เรื่องเราไม่ได้ทำจริงๆ พอเจอแบบนี้นานๆเข้าก็ทำให้สูญเสียบุคลิกภาพ ไม่มีความมั่นใจในตัวเองในการที่จะเข้าสังคมไปพบปะผู้คนชอบเก็บตัวอยู่ใน ห้องคนเดียวมากกว่าเพราะสบายใจกว่า เจอเรื่องแบบนี้ตั้งแต่อยู่ม4จนตอนนี้อยู่ปีสามแล้วค่ะหกปีแล้วไม่รู้จะทำ ยังไงจริงๆเพราะตอนแรกก็ทนค่ะเก็บความรู้สึกเอาไว้คนเดียวตลอด จากเมื่อก่อนที่เป็นคนร่าเริงมองโลกในแง่ดีมีความสุขตอนนี้มันเปลี่ยนไปค่ะ กลายเป็นคนเงียบๆไม่เข้าสังคมจนทำให้มีปัญหากับเพื่อนไปด้วย ขอบคุณมากค่ะ

ตอบ

หนูMM ที่ผ่านมาเมื่ออยู่โรงเรียนมัธยม คนอาจเข้าใจผิดและแสดงท่ารังเกียจหรือคิดว่าเราเป็นดาราไม่เอาไหน เพราะเด้ก ๆ ส่วนใหญ่ยังขาดวุฒิภาวะ อ่อนไหว เชื่อและแสดงพฤติกรรมตามเพื่อน ๆ แต่เมื่อเข้ามหาวิทยาลัย ก็พอจะโตและเร่ิมแยกแยะได้ว่าอะไรดีไม่ดี และการที่เราเรียนมาถึงปีสามแล้ว คนรอบ ๆ ก็น่าจะเข้าใจว่าเราไม่ใช่ดาราคนนั้น และหากใครมาพูดว่าเราก็สามารถโต้ตอบอธิบาย ปฏิเสธได้ ที่สำคัญเราก็เรียนหนังสือทำตัวดีเหมือนเพื่อน ๆ ร่วมชั้นเพื่อนย่อมเป็นพยานได้ หนูจึงไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวหรือหลบหน้าใคร เพราะพฤติกรรมของดารานั่นไม่ใช่หนู เป็นไปได้หรือเปล่าว่าหนูวิตกกังวล หวาดระแวงและ ครุ่นคิดเรื่องนี้โดยไม่ยอมวางลง หรือพยามมองข้าม ลืมมันไปบ้าง อย่าปล่อยให้ความคิดความรู้สึกเหล่านี้เข้ามารบกวยจิตใจตนเอง เพราะเราเป็นคนดีปกติไม่ได้เป้นอย่างนั้น ในครพูดอะไรไรือคิดอย่างไรก็ปล่อยเขาไป ไม่มายึดเกาะติดตัวเราให้ราคายเคือง เพราะความจริงก็คือความจริง ถึงวันนี้เรียนใกล้จบต้องแยกแยะถูกผิด จริงไม่จริง อะไรควรเ็บไว้อะไรควรปล่อยไป ที่สำคัญตลอดเวลาที่ผานมาหนูเคยพูดคุยเล่าเรื่องนี้ให้เพื่อน ๆ เข้าใจหรือรู้เรื่องไหม การเก็บไว้คนเดียวทำให้เครียด เกร็ง วิตกหวาดระแวงโดยไม่จำเป็น หนูเคยทำตัวเองไหมว่า ที่หนูกลัวนั่น กลัวอะไร เพราะดาราคนนั้นยังไง ๆ ก็ไม่ใช่เรา ปล่อยไปใครอยากคิดอะไรก็ช่างเขา ทำได้ไหม เราอยุ่ในช่วงต้องเตรียมตัวก้าวออกไปทำงาน เติบโต พบปะผู้คนอีกมากมาย ต้องเข้มแข็งอดทน หนักแน่นมีความภูมิใจมั่นใจในตนเอง คนอ่ืนจะชอยเราหรือไม่ชอบไม่เป็นไร แค่เรารู้จักตัวเราว่าเป็นคนดีมีความเคารพในตนเองเท่านั้นก็พอแล้ว ปรับตัวปรับใจปรับทัศนคติในการมองตนเอง มองโลกเสียใหม่จะได้ไม่มีปัญหาเครียดกังวลนะ ลองไตร่ตรองดู แล้วสลัดเรื่องไม่ดีไปเสีย เก็บไว้แต่พฤติกรรมและการกระทำที่ดี ๆ ของเรา อย่างที่เาจารย์เคยเตือนทุกคนเสมอ ๆ คือ ต้องรู้จักคิดให้ดี พูดให้ดี และทำให้ดี แล้วทุกอย่างก็จะดีเองนะ ตั้งใจทำให้ดีมีความกล้าหาญในการก้าวต่อไปอย่างมั่นใจในความดีของตัวเอง –อรอนงค์ อินทรจิตร

 3. รำคาญ....เพื่อน

มัน เป็นปัญหา ที่เกิดเริ่มเมื่อสองวันก่อนนี้เองค่ะ ทำไงดีคะ มาอยู่หอกับเพื่อนคณะเดียวกันที่สนิท เจ้าตัวเป็นคนเรื่อยๆ ไม่ค่อยพูด ก็เลยคิดว่าอยู่ด้วยคงสบายใจ แต่! พอมาอยู่หอแค่สองวันแรกเท่านั้น! พูดมากกกกกกกกกกกกกกก พูดเกือบทั้งวันทั้งคืน แล้วยังมีเพื่อนในคณะห้องข้างๆชอบมาอยู่ห้อง ห้องตัวเองมีไม่อยู่ มาโม้กับเมทเราจนเราอ่านหนังสือไม่ได้ แย่ที่สุดคือรายนั้นแทบจะมานอนเตียงอยู่ล่ะ ตอนแรกๆก็ให้คิดว่าคงไม่นาน..ตอนนี้อยู่ทั้งวันจนจะกลายเป็นห้องตนเองอยู่ ล่ะ พัดลมเราก็ต้องให้รายนั้นใช้ด้วย ค่าไฟก็ต้องจ่ายเอง! แย่มากเลยทำไงดี คนที่ไม่ใช่คนในห้องอยากไล่มาก..แต่ไม่รู้จะพูดอย่างไง ไม่อยากเสียเพื่อนแต่อยู่แบบนี้ตลอดซัมเมอร์ก็คงไม่ไหวต้องบ้าตายก่อนแน่ๆ เครียดมากเลยแล้วยังต้องรับมือกับภาษาที่ต้องลงเรียนอีก อยากถามว่า ควรพูดอย่างไงให้เราเข้าใจโดยไม่ต้องพูดตรงๆค่ะกับทั้งสองคนนั้น พูดอะไรที่บอกได้ว่าเขาควรจะไปได้แล้ว เครียดมากเลย..แทบจะอ่านอะไรไม่รู้เรื่อง แล้วดูเหมือนเมทห้องจะเข้าข้างฝ่ายนั้นด้วยแต่กลับไม่เอาเพื่อนไปนั่งที่ตน เองกลับเอามากินที่เรา มันอาจจะดูเป็นปัญหาง่ายๆ ไม่หนักหนาสำหรับคนอื่นนะค่า..แต่สำหรับฉันมันเหนื่อยมาก เครียดมาก ควรเปลี่ยนวิธีคิดรึเปล่าค่ะ ควรทำไงดี (169)

ตอบ

หนู169 เข้าใจนะว่า มันอึดอัดและเครียดกับสถานการณ์ โดยเฉพาะไม่สบายใจในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนสนิทที่เราคิดว่าเลือก แล้ว แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป ลองทบทวนดูซิว่า เกิดอะไรขึ้นบ้าง โดยเฉพาะหนูได้ให้โอกาสเพื่อนเป็นและทำอย่างที่เขาเป็นตัวตนของเขาจริง ๆ โดยไม่ได้วิจารณ์ คิดว่าระยะเวลาที่ปล่อยมานานพอหรือยัง ที่คนปกติทั่วไปย่อมรู้สึกเกรงใจ โดยไม่ต้องให้เพื่อนเตือนว่าควรจะตระหนักว่า ยังมีเพื่อนร่วมห้องอยู่อีกคนที่กำลังถูกเบียดเบียนเวลาและทรัพยากรในห้อง พักนี้ หากคิดว่าให้เวลามากพอแล้วแต่เพื่อนไม่รู้สึก ก็คงต้องถึงเวลาที่เราจะต้องพูดกับเพื่อนสนิทของเราตรง ๆ เข้าใจว่าหนูไม่อยากมีเรื่องขัดแย้งกับเพื่อน ไม่อยากเปล่ี่ยนเพื่อนร่วมห้องเพราะเกรงจะแย่กว่าเดิม แต่ความเกรงใจก็ไม่ทำให้เพื่อนตระหนักในสิทธิของหนูและไม่ได้เรียนรู้ในการ แสดงความเคารพสิทธิ์ของหนู ซึ่งไม่เป็นผลดีกับพฤติกรรมในอนาคตของเขา เพราะฉะนั้นเมื่อจำเป็นต้องเตือนเขา เพื่อตัวเขาและตัวเราเป็นเรื่องจำเป็นโดยที่เราไม่ต้องโกรธกัน ไม่ต้องกลัวและไม่ต้องรู้สึกที่จะทำให้เพื่อนไม่สบายใจ การพูดตรงๆ เป็นการสร้างความเข้าใจและทำให้เราต่างสบายใจเพื่อให้โอกาสเพื่อนคิด ไตร่ตรองและพิจารณา หากเขาไม่พอใจเราโกรธเรา ไม่อยากอยู่ด้วย เพื่อนก็มีทางเลือกที่จะไปอยู่กับคนที่ช่างพูดเหมือน ๆ กันไม่ใช่หรือ? ส่วนเราหากต้องปลี่ยนเพื่อนร่วมห้องใหม่ก็ต้องทำ และไปพิจารณาปัญหาใหม่เอาข้างหน้า คนที่รักสงบเหมือนหนูคงมีมากกว่าที่เป็นอยู่ ที่สำคัญจัดแบ่งเวลาที่เขาให้เพื่อนมาคุยส่วนเราจะดูโทรทัศน์ คือเป็นเวลาว่าง อิสระของทั้งสองฝ่าย ตอนไหนเวลาไหนที่หนูต้องความสงบเพื่อท่องหนังสือทำการบ้าน แ็ลองจัดแบ่งเวลาต่อรองและผ่อนปรนเท่าที่จะทำได้ พูดคุยอย่างเป็นมิตร ไม่โกรธไม่ถือสา ไม่ใช้อารมณ์ ฝึกตนให้ใจเย็นในการเจรจาต่อรอง ทำได้ไหม ลองฝึกทำดูนะ เราก็ไม่ได้อยากเปลี่ยนเพื่อนร่วมห้องบ่อย ๆ แต่ถ้าอยู่แล้วเราต้องโกรธ เกลียด กันและกัน มันก็ไม่ควรปล่อยให้ความรู้สึกนั้นดำเนินต่อไปนะ เอาละ ขอให้โชคดีในการเจรจา!  ----อรอนงค์  อินทรจิตร

 4. อยากเปลี่ยนตัวเอง

สวัสดี ค่ะ หนูเป็นเด็ก ม.6 ที่กำลังจะศึกษาต่อระดับอุดมศึกษา คือหนูอยากเปลี่ยนแปลงตัวเองมากเลย เพราะตอนนี้รู้สึกไม่ค่อยมีความสุข หนูเป็นคนไม่กล้าแสดงออก พูดไม่เยอะ จนเพื่อนมองว่าเป็นคุณหนู ความคิดฟุ้งซ่าน คิดมาก มีคนพูดอะไรนิดหน่อยก็จะคิดมากแล้ว เวลาทำอะไรก็ไม่กระฉับกระเฉง คือหนูจะเข้ามหาลัยแล้ว หนูก็อยากเปลี่ยนเป็นคนใหม่ อยากร่าเริงไม่คิดมาก อยากมีเพื่อนเยอะๆ อยากมีความสุขกับชีวิต ต้องทำอย่างไรบ้างคะ

 ตอบ

หนู เฟิร์น ช่วงวัยนี้ จะบอกว่าหนูยังเป็นเด็กก็คงไม่ได้ หรือเป็นผู้ใหญ่ก็ไม่เชิง มันเป็นช่วงน่าอึดอัดใจในความเปลี่ยนแปลงรอบ ๆ ที่ทำให้วัยรุ่นสับสนขัดแย้งในตนเอง แต่แน่นอน บนถนนสายนี้ทุกคนทั้งหนูและเพื่อน ๆ ต่างต้องเดินผ่านไปให้ได้เหมือนเช่นผู้ใหญ่ที่ผ่านมา สิ่งที่จะทำให้หนูลดความเครียดลงได้คือ ปล่อยให้ทุกอย่างค่อยเป็นค่อยไป ถึงหนูจะตั้งใจ จะ อยาก จะฝัน จะทำจะเป็นให้ได้ แต่ทุกอย่างไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปรวดเร็วและเป็นอย่างที่เราต้องการเสมอไป เพราะเราเป็น "มนุษย์" มีชีวิตจิตใจ ไม่ใส่สิ่งของหรือวัสดุอุปกรณ์ที่จะนำมาปรุงแต่งปั้นได้ทันทีทันใด เพราะฉะนั้นจงเรียนรู้ที่จะมองเห็นและยอมรับว่า ความเปลี่ยนแปลงจะค่อยเป็นค่อยไป อย่าไปมองที่เป้าหมายแต่จงมองที่วันเวลาในการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างค่อย เป็นค่อยไปและสนุกกับมัน ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดี ทุกข์หรือสุขอยู่ที่วิธีมอง อย่างที่หนูบอกว่ารู้สึกไม่ค่อยมีความสุข ก็ยอมรับว่าเป็นเรื่องปกติที่หนูจะรู้สึกอย่างนั้น โดยเฉพาะเมื่อเข้าไปเรียนมหาวิทยาลัยปีแรก ทุกอย่างประดังกันเข้ามาทั้งเรื่องวิธีการเรียน วิชาที่เรียน ครูอาจารย์ เพื่อน ๆ และเพื่อนต่างเพศ จำนวนมากต้องจากบ้านและครอบครัวมาอยู่หอ เรื่องปัญหาการเงิน ฯลฯ มันมีปัญหามากมายในสายตาของวัยรุ่นที่ดูเหมือนเกินความสามารถจะแบกรับไว้ได้ แต่เราทุกคนก็ต้องค่อย ๆ ทำ ค่อยเป็นค่อยไป ฝึกความอดทนให้ได้ในทุก ๆ เรื่อง สำหรับนิสัยไม่กล้าแสดงออกก็ต้องมองว่าที่อยากแสดงนั่นนะ ดี สุภาพ เรียบร้อยแสดงว่าเราเคยถูกอบรมสั่งสอนจากพ่อแม่มาหรือไม่ หรือเป็นเพียงการแสดงออกตามสื่อ ตามแต่เพื่อจะให้เป็นที่ยอมรับ หากเราเชื่อมั่นว่าเราคิดดีทำแล้วถึงเพื่อนจะกระแนะแกระแหนก็ปล่อยเขาไป คนเราเกิดมาเป็นคนเหมือนกัน แต่คนไม่เหมือนกัน มีรายละเอียดปลีกย่อยที่เป็นเสน่ห์เฉพาะตัวอีกมากมาย การจะพูดให้เป็น ไม่ใช่พูดเก่ง ก็ขึ้นอยู่กับความพยายามในการฟัง เรียนรู้ ศึกษาหาข้อมูลให้มาก เราทุกคนหากต้องการจะประสบความสำเร็จในการแสดงออกในสาขาอาชีพใด หรือในการแสดงออก ก็ต้องเริ่มจากเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ รอบ ๆ ตัวเรา เพื่อน ๆ คือ คู่ฝึกซ้อม อยากพูดอะไรก็พูดไป โดยเฉพาะในห้องเรียนแล้วนำคำติชมของเพื่อน ของครูอาจารย์มาไตร่ตรองไม่ต้องเสียหน้าเสียใจ เราอยู่บนเส้นทางของการฝึกฝน อดทน พยายามทำให้ดีให้ได้ สนุกกับการพบปะเพื่อนใหม่ จะเยอะหรือไม่ ไม่สำคัญหากมีเพื่อนไม่มากแต่เข้าใจกันก็พอแล้ว ที่ว่าเพื่อนเยอะคือฝึกหัดยิ้มแย้มแจ่มใสพูดทักทายกับเพื่อน กับคนรอบ ๆ ได้อย่างมีไม่ตรีจิต ไม่ต้องไม่จำเป็นจะสนิทกัน ก็เป็นเพื่อนธรรมดาที่มีความเมตตาต่อกันได้ ความเมตตาเอื้ออารีทำให้เรามีความสุข คนที่เราพบปะแสดความเตตาก็มีความสุขด้วย เพราะฉะนั้นเพียงเริ่มตั้งสติ ไตร่ตรองจากเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ รอบตัวเรา การแสดงออกทางพฤติกรรมของเรามาจากทัศนคติหรือวิธีมองคนมองชีวิตของตัวหนูเอง คิดดี พูดดี ทำดี เป็นจะเริ่มต้นของมิตรภาพและความสุขในตัวเองและกับผู้อื่นนะ ลองพยายามทำดู!  ----อรอนงค์  อินทรจิตร

 5. ตัดสินใจผิดที่เรียนรามฯ ?

ผมไม่น่ามาเรียนรามเลย พ่อแม่ก็บอกแล้วว่าเรียนไปแล้วมันจะไม่มีความสุขซึ่งก็จริงๆ เป็นการตัดสินใจพลาดครั้งใหญ่หลวง จริงๆผมควรไปหามหาลัยที่มันสอนแบบเต็มรูปแบบ ไม่ใช่มาสอนแบบที่รามแบบนี้ผมรับไม่ได้ ผมรับสังคมของที่นี่ไม่ได้มีแต่ไอ้พวกคนใต้ซุ้มอะไรก็ไม่รู้ ไม่รู้จักใครสักคนเรียนใกล้จะจบแล้วก็ทนๆเรียนเอาปริญญาไป แต่ก่อนไปนั่งเรียนก็เซ็งไม่มีคะแนนเช็คชื่อสุดท้ายตอนนี้ไม่ไปแล้ว ไปก็มีแต่ความเซ็งรอไปสอบอย่างเดียว แต่พอมาอยู่บ้านเฉยๆก็น่าเบื่ออีก ผมสอบติดมหาลัยของรัฐได้แต่ดันเสือกโดนรีไทร์ เลยมาเรียนรามจริงๆผมน่าจะเรียนเอกชนไปก็สิ้นเรื่อง ไม่อย่างนั้นชีวิตผมคงไม่ย่ำแย่แบบนี้หรอก บ้านที่อยู่ก็สภาพแวดล้อมแย่มาก มีแต่ไอ้พวกขี้ยา เมื่อไหร่จะพ้นๆจากสภาพแบบนี้สักที บางทีก็อยากตายเบื่อชีวิต แต่คงไม่ฆ่าตัวตายหรอกเพราะคนที่มันฆ่าตัวตายมันคงโง่ เพียงแต่เซ็งชีวิตที่เลือกมหาลัยผิดตอนนี้ได้แต่อดทนรอวันจบสักที เมื่อไหร่ชีวิตผมมันจะมีอะไรดีๆบ้าง ไม่มีเพื่อนไม่มีสังคมมาหลายปีแล้ว อยู่กับความตกต่ำความน่าอดสูไม่น่าเชื่อจริงๆว่าเรียนที่รามชีวิตจะย่ำแย่ ได้ถึงขนาดนี้    (ชาติ)

ตอบ

หนูชาติ การเรียนที่มหาวิทยาลัยรมคำแหง เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับนักศึกษาและผู้สนใจในการศึกษามากมาย แม้คนที่เรียนจบคณะอื่นสถาบันอื่นมาแล้วก็ชอบไปลงโดยเรียนหรือไม่เข้าเรียน ไว้ เป็นการฝึกความอดทน ความตั้งใจมุ่งมั่นในการเรียนและต้องอาศัยความพยายามในหลาย ๆ เรื่อง ซึ่งระบบมีลักษณะการต้องช่วยตัวเองทั้งเรื่องวิชาที่เรียน การเข้าห้องเรียน การคบหาเพื่อน ๆ เป็นการฝึกให้มีความรับผิดชอบในตนเอง และศึกษาหาเพื่อน ๆ ด้วยตนเอง กรณีของคุณเมื่อเรียนมาใกล้จบแล้ว ก็อดทนเรียนเพื่อให้จบ หรือระหว่างนี้มีเวลาว่างมาก ก็ไปสมัครเรียนมหาวิทยาลัยเอกชนไปด้วยก็ได้ ไม่มีอะไรทีสายเกินไปหรือต้องเสียใจกับเรื่องการเรียน เรียนจบอะไรไม่สำคัญ ขอเพียงให้ตัวเราขยัน รู้จักคิด รู้จักทำ มีความอดทน มีความเป็นมิตรกับตนเองและคนรอบด้าน การคบหาเพื่อน หากเราเป็นเพื่อนที่ดีของตนได้ ก็สามารถจะเป็นเพื่อนกับคนอื่นได้ หากเป็นคนที่มองโลกในด้านบวก คิดดี พูดดี ทำดี ไปไหนทำอะไรก็จะสร้างเพื่อนมีเพื่อนเอง ทุกอย่างขึ่นอยู่กับตัวเองเป็นสำคัญ การมานั่งเสียใจอย่างที่พูดมาไม่เกิดประโยชน์ ยิ่งเมื่ออยู่ในฐานะที่จะเลือกทางอื่นได้ก็เลือกไป ไม่ต้องเสียเวลาและไม่ต้องดูถูกตัวเอง ไม่ต้องสมเพชตัวเอง เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับความคิด ทัศนคติและการกระทำของตนเองไม่ว่าจะในทางดีหรือไม่ดี ลองไตร่ตรองดูนะ  (อรอนงค์  อินทรจิตร)

 6. การเรียน และช่วยงานบ้าน

ตอนนี้ผมเรียนปริญญาตรีชั้นปีที่ 3 แล้วครับ ซึ่งใกล้จะจบแล้ว เทอมหน้าอีกเทอมเดียว จบ 3 ปีครึ่งครับ ปีสามเทอมสองนี้ ที่กำลังจะสอบเดือนหน้านี้ เป็นเทอมที่ยากที่สุดในสายที่ผมเรียนเลยครับ ผมค่อนข้างเป็นกังวลว่ามันจะผ่านไปไม่ได้ เกรดเฉลี่ยผมตอนนี้ 3.6 กว่าๆ ซึ่งก็คาบเส้นเกียรตินิยมอันดับ 1 อยู่ครับ คือถ้าต่ำกว่า 3.6 จะไม่ได้อันดับ 1 ผมก็เลยเครียดครับ เพราะเนื่องจากไม่ค่อยมีเวลาในการอ่านหนังสือ คือ ต้องช่วยงานที่บ้านครับ ที่บ้านมีรถตู้คันนึง ซึ่งรับขับทัวร์ทั่วไป แล้วผมก็ขับแทนพ่อ เพราะพ่อท่านขับไม่ค่อยไหวแล้ว บางทีก็ต้องไปอยู่ต่างจังหวัด นอน 2-3 คืน เวลาลูกค้าเหมา ผมขับมาตลอดตั้งแต่เข้ามหาลัยได้ ตั้งแต่มีใบขับขี่ แต่ครั้งนี้เป็นกังวลเหลือเกินครับ ไม่รุ้จะทำยังไง กลัวจะสอบไม่ผ่าน หรือเกรดไม่ถึงเกียรตินิยม เครียดมากครับ ผมไม่รู้จะจัดการชีวิตตัวเองยังไง ตอนนี้เหลือเวลาแค่ 1 เดือนเองครับ  (โบ๊ท)

 ตอบ

โบ๊ท หนูเป็นเด็กเก่งและมีความกตัญญูมากที่เรียน และขับรถช่วยพ่อทำงาน ซึ่งหากเป็นคนทั่วไปคงต้องใช้วเลา 4 - 5 ปีจึงจะจบแต่หนูโบ๊ท "ย่น" เวลาไปกว่าหนึ่งปี เป็นธรรมดาที่จะต้องเหน็จเหนื่อยมากกว่าปกติ เพราะอายุยังน้อยสำหรับการแบกรับภาระ แล้วงานขับรถก็เสียงอันตรายมาก ก็เข้าใจหรอกนะว่าเปรียบเสมือนหายใจเฮือกสุดท้ายจะกลั้นใจให้ผ่านไปให้ได้ ซึ่งเฉพาะหนูโบ๊ทเท่านั้น ที่รู้ว่าจะทำให้ผ่านไปได้อย่างรอดปลอดภัยอย่างไร อย่างไรก็ตาม เราก็ได้มีความพยายามมาอย่างดีทีสุดแล้ว หากครั้งนี้จะพลาดไม่ได้เกียรตินิยม ก็อยากให้มองว่า ชีวิตคนเรานั้นต้องค่อยเป็นค่อยไป ค่อย ๆ ใช้ไม่หักโหมรีบเร่ง กาแฟร้อนจะอร่อยเมื่อค่อย ๆ จิบ เช่นเดียวกับชีวิต หากเร่งมากไปพลาดพลั้งเรียนจบ แต่ไม่ทันได้ใช้ชีวิตก็จะเสียหาย ตั้งสติ ค่อย ๆ คิด ค่อย ๆ ทำผ่อนปรนตนเองอย 

 
  Counter 115,040
 
 
© 2012 Thaiteenline. All Rights Reserved. หน้าหลัก | ความเป็นมา | กฎหมายเด็กและครอบครัว | วัยรุ่นอยากรู้ | บทความวัยรุ่น | ฮอทไลน์เคลื่อนที่ | ติดต่อเรา